บทความธรรมะ คติธรรมสอนใจ
วันอังคารที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2559
ศรีษะที่ปลงผมหมดแล้ว โดย หลวงปู่ดูลย์ อตุโล
"ศรีษะที่ปลงผมหมดแล้ว สัตว์เลื่อยคลานเล็กน้อยเช่นเหา ย่อมอาศัยอยู่ไม่ได้ฉันใด
จิตที่พ้นจากอารมณ์ ขาดจากการปรุงแต่งแล้ว ทุกข์ก็อาศัยอยู่ไม่ได้ฉันนั้น"
จิตเราเป็นแค่ธาตุรู้ มีแค่ธาตุรู้ สัมผัสรู้ โดย หลวงพ่อเยื้อน ขันติพโล
จิตเราเป็นแค่ธาตุรู้ มีแค่ธาตุรู้ สัมผัสรู้
นี่คือ จิตเราจริง ๆ สิ่งที่มันไปปรุงแต่ง
นานนั้น มันไม่ใช่จิต มันเกี่ยวกับ
สังขาร สังขารเขาเรียกว่า เป็นมหาโจร
โจรห้าร้อย ทุกข์ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
นั้นแหละ เขาเรียก มหาโจร ทำให้เราเป็นทาสมันเป็ทาสของสังขาร
สัตว์เดรัจฉานมันดีกว่าคนตรงที่มันไม่มีมารยา
"สัตว์เดรัจฉานมันดีกว่าคนต
รงที่มันไม่มีมารยา ไม่หลอกลวงใคร มีครูอาจารย์ก็คือคน เป็นสัตว์ที่น่ารักน่าสงสาร
คนเราซิโง่ เป็นพุทธะได้แต่หลอกลวงตนเอ
งว่าเป็นไปไม่ได้ ร่างกายก็มีให้พิจารณาว่าเป
็นของเน่าเป็นของเหม็น แต่เราพิจารณาว่าเป็นของหอม
น่ารัก โง่ไหมคนเรา"
เรื่องคุณครูบาอาจารย์ ตอน๑๑ เรื่องพระราธเถระ (ภิกษุควรเป็นผู้ว่าง่ายอย่างพระราธะ)
เรื่องคุณครูบาอาจารย์ ตอน๑๑ เรื่องพระราธเถระ (ภิกษุควรเป็นผู้ว่าง่ายอย่
างพระราธะ)
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ - หน้าที่ 286
๖. บัณฑิตวรรควรรณนา
๑. เรื่องพระราธเถระ [๖๐]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับ อยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภท่านพระราธะ
ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "นิธีนํว ปวตฺตารํ" เป็นต้น.
ราธพราหมณ์ซูบผอมเพราะไม่ได
้บวช
ได้ยินว่า พระราธะนั้น ในเวลาเป็นคฤหัสถ์ ได้เป็นพราหมณ์
ตกยากอยู่ในกรุงสาวัตถี. เขาคิดว่า " เราจักเลี้ยงชีพอยู่ในสำนัก
ของ
ภิกษุทั้งหลาย" ดังนี้แล้ว ไปสู่วิหาร ตายหญ้า กวาดบริเวณ ถวาย
วัตถุมีน้ำล้างหน้าเป็นต้น อยู่ในวิหารแล้ว. ภิกษุทั้งหลายได้สงเคราะห์
เธอแล้วก็ตาม, แต่ก็ไม่ปรารถนาจะให้บวช. เขาเมื่อไม่ได้บวช จึง
ซูบผอมแล้ว.
ราธพราหมณ์มีอุปนิสัยพระอรห
ัต
ภายหลังวันหนึ่ง พระศาสดาทรงตรวจดูสัตวโลกใน
เวลาใกล้รุ่ง
ทอดพระเนตรเห็นพราหมณ์นั้นแ
ล้ว ทรงใคร่ครวญอยู่ว่า "เหตุอะไร
หนอ ?" ดังนี้แล้ว ทรงทราบว่า "ราธพราหมณ์จักเป็นพระอรหัน
ต์"
ในเวลาเย็น เป็นเหมือนเสด็จเที่ยวจาริก
ไปในวิหาร เสด็จไปสู่สำนักของ
พราหมณ์แล้วตรัสถามว่า "พราหมณ์ เธอเที่ยวทำอะไรอยู่ ?" เขา
กราบทูลว่า " ข้าพระองค์ทำวัตรปฏิวัตรแก่
ภิกษุทั้งหลายอยู่ พระเจ้าข้า."
พระศาสดา. เธอได้การสงเคราะห์จากสำนัก
ของภิกษุเหล่านั้น
หรือ ?
พราหมณ์. ได้พระเจ้าข้า, ข้าพระองค์ได้แต่เพียงอาหาร
, แต่
ท่านไม่ให้ข้าพระองค์บวช.
พระสารีบุตรเป็นผู้กตัญญูกต
เวที
พระศาสดารับสั่งให้ประชุมภิ
กษุสงฆ์ในเพราะเรื่องนั้นแล
้ว ตรัส
ถามความนั้นแล้ว ตรัสถามว่า "ภิกษุทั้งหลาย ใคร ๆ ระลึกถึงคุณของ
พราหมณ์นี้ได้ มีอยู่บ้างหรือ ?" พระสารีบุตรเถระกราบทูลว่า
"พระเจ้าข้า ข้าพระองค์ระลึกได้, เมื่อข้าพระองค์เที่ยวบิณฑบ
าตอยู่ใน
กรุงราชคฤห์ พราหมณ์นี้ให้คนถวายภิกษาทั
พพีหนึ่ง ที่เขานำมาเพื่อตน,
ข้าพระองค์ระลึกถึงคุณของพร
าหมณ์นี้ได้." เมื่อพระศาสดาตรัสว่า
" สารีบุตร ก็การที่เธอเปลื้องพราหมณ์ผ
ู้มีอุปการะอันกระทำแล้วอย่
างนั้น
จากทุกข์ ไม่ควรหรือ ?" ท่านกราบทูลว่า " ดีละ พระเจ้าข้า, ข้า-
พระองค์จักให้เขาบวช" จึงให้พราหมณ์นั้นบวชแล้ว.
พราหมณ์บวชแล้วเป็นคนว่าง่า
ย
อาสนะที่สุดแห่งอาสนะในโรงฉ
ันย่อมถึงแก่ท่าน. ท่านลำบากอยู่
ด้วยอาหารวัตถุมีข้าวยาคูแล
ะภัตเป็นต้น. พระเถระพาท่านหลีกไปสู่ที่
จาริกแล้ว, กล่าวสอน พร่ำสอนท่านเนือง ๆ ว่า " สิ่งนี้ คุณควรทำ,
สิ่งนี้ คุณไม่ควรทำ " เป็นต้น. ท่านได้เป็นผู้ว่าง่าย มีปกติรับเอา
โอวาทโดยเคารพแล้ว, เพราะฉะนั้น เมื่อท่านปฏิบัติตามคำที่พร
ะเถระ
พร่ำสอนอยู่ โดย ๒-๓ วันเท่านั้น ก็ได้บรรลุพระอรหัตแล้ว. พระเถระ
พาท่านไปสู่สำนักพระศาสดา ถวายบังคมนั่งแล้ว.
ลำดับนั้น พระศาสดาทรงทำปฏิสันถารกะท่
านแล้ว ตรัสว่า
" สารีบุตร อันเตวาสิกของเธอเป็นผู้ว่า
ง่ายแลหรือ ?"
พระเถระ. อย่างนั้น พระเจ้าข้า. เธอเป็นผู้ว่าง่ายเหลือเกิน
เมื่อโทษไร ๆ ที่ข้าพระองค์แม้กล่าวสอนอย
ู่. ไม่เคยโกรธเลย.
พระศาสดา. สารีบุตร เธอเมื่อได้สัทธิวิหาริกเห็
นปานนี้ จะพึง
รับได้ประมาณเท่าไร ?
พระเถระ. ข้าพระองค์พึงรับได้แม้มากท
ีเดียว พระเจ้าข้า.
พวกภิกษุสรรเสริญพระสารีบุต
รและพระราธะ
ภายหลังวันหนึ่ง พวกภิกษุสนทนากันในโรงธรรมว
่า "ได้ยินว่า
พระสารีบุตรเถระเป็นผู้กตัญ
ญูกตเวที ระลึกถึงอุปการะสักว่าภิกษา
ทัพพี
หนึ่ง ให้พราหมณ์ตกยากบวชแล้ว; แม้พระราธเถระก็เป็นผู้อดทน
ต่อ
โอวาท ย่อมได้ท่านผู้ควรแก่การให้
โอวาทเหมือนกันแล้ว."
พระศาสดาทรงแสดงอลีนจิตตชาด
ก
พระศาสดาทรงสดับกถาของภิกษุ
เหล่านั้นแล้ว ตรัสว่า "ภิกษุ
ทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น, ถึงในกาลก่อน สารีบุตรเป็นผู้
กตัญญูกตเวทีเหมือนกัน" ดังนี้แล้ว เพื่อจะประกาศความนั้น จึงตรัส
อลีนจิตตชาดก๑ ในทุกนิบาตนี้ ให้พิสดารว่า:-
" เสนาหมู่ใหญ่อาศัยเจ้าอลีนจ
ิตตกุมาร ร่าเริง
ทั่วกันแล้ว ได้ให้ช้างจับพระเจ้าโกศลทั
้งเป็น ผู้ไม่
พอพระทัยด้วยราชสมบัติ, ภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยนิสัย
อย่างนี้ เป็นผู้มีความเพียรอันปรารภ
แล้ว เจริญ
กุศลธรรมอยู่, เพื่อบรรลุธรรมเป็นแดนเกษมจ
าก
โยคะ พึงบรรลุธรรมเป็นที่สิ้นไปแ
ห่งสังโยชน์
ทั้งปวงโดยลำดับ."
ได้ยินว่า ช้างตัวหนึ่งเที่ยวไปตัวเดี
ยว รู้อุปการะที่พวกช่างไม้
ทำแล้วแก่ตน โดยภาวะคือทำเท้าให้หายโรค แล้วให้ลูกช้างตัวขาวปลอด
ในครั้งนั้น ได้เป็นพระสารีบุตรเถระแล้ว
.
ภิกษุควรเป็นผู้ว่าง่ายอย่า
งพระราธะ
พระศาสดาครั้นตรัสชาดกปรารภ
พระเถระอย่างนั้นแล้ว ทรง
ปรารภพระราธเถระ ตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย ธรรมดาภิกษุควรเป็น
ผู้ว่าง่ายเหมือนราธะ, แม้อาจารย์ชี้โทษกล่าวสอนอย
ู่ ก็ไม่ควรโกรธ
อนึ่ง ควรเห็นบุคคลผู้ให้โอวาท เหมือนบุคคลผู้บอกขุมทรัพย์
ให้ฉะนั้น
ดังนี้แล้ว เมื่อจะทรงสืบอนุสนธิแสดงธร
รม ได้ตรัสพระคาถานี้ว่า :-
(๑. ข. ชา. ๒๗/ข้อ ๑๖๑. อรรถกถา. ๓/๒๓.)
๑. นิธีนํว ปวตฺตารํ ยํ ปสฺเส วชฺชทสฺสินํ
นิคฺคยฺหวาทึ เมธาวึ ตาทิสํ ปณฺฑิตํ ภเช
ตาทิสํ ภชมานสฺส เสยฺโย โหติ น ปาปิโย
"บุคคลพึงเห็นผู้มีปัญญาใด ซึ่งเป็นผู้กล่าว
นิคคหะ ชี้โทษ ว่าเป็นเหมือนผู้บอกขุมทรัพ
ย์ให้,
พึงคบผู้มีปัญญาเช่นนั้น ซึ่งเป็นบัณฑิต, ( เพราะว่า)
เมื่อคบท่านผู้เช่นนั้น มีแต่คุณอย่างประเสริฐ ไม่มี
โทษที่ลามก."
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิธีนํ ได้แก่ หม้อแห่งขุมทรัพย์อัน
เต็มด้วยเงินทองเป็นต้น ซึ่งเขาฝังเก็บไว้ในที่นั้น
ๆ
บทว่า ปวตฺตารํ คือ เหมือนอย่างผู้ทำความอนุเคร
าะห์คนเข็ญใจ
ซึ่งเป็นอยู่โดยฝืดเคือง แล้วชักชวนว่า " ท่านจงมา, เราจักชี้อุบาย
เลี้ยงชีพโดยสะดวกแก่ท่าน" ดังนี้แล้ว นำไปยังที่ขุมทรัพย์แล้ว เหยียด
มือออกบอกว่า " ท่านจงถือเอาทรัพย์นี้เลี้ย
งชีพตามสบายเถิด."
วินิจฉัยในบทว่า วชฺชทสฺสินํ ภิกษุผู้ชี้โทษมี ๒ จำพวก คือ
ภิกษุคอยแส่หาโทษ ด้วยคิดว่า "เราจักข่มภิกษุนั้นด้วยมาร
ยาทอันไม่
สมควร หรือด้วยความพลั้งพลาดอันนี
้ในท่ามกลางสงฆ์" ดังนี้ จำพวก ๑,
ภิกษุผู้ดำรงอยู่แล้วตามสภา
พ ด้วยสามารถแห่งการอุ้มชูด้ว
ยการแลดูโทษ
นั้น ๆ เพื่อประโยชน์จะให้รู้สิ่งท
ี่ยังไม่รู้ เพื่อต้องการจะได้ตามถือเอา
สิ่ง
ที่รู้แล้ว เพราะความเป็นผู้ปรารถนาควา
มเจริญแห่งคุณมีศีลเป็นต้นแ
ก่ผู้
นั้น จำพวก ๑; ภิกษุจำพวกหลังนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประสง
ค์
ในบทว่า วชฺชทสฺสินํ นี้. คนเข็ญใจถูกผู้อื่นคุกคามก็
ดี ตีก็ดี ชี้ขุมทรัพย์
ให้ว่า "แกจงถือเอาทรัพย์นี้" ย่อมไม่ทำความโกรธ, มีแต่ปราโมทย์
อย่างเดียว ฉันใด; เมื่อบุคคลเห็นปานดังนั้น เห็นมารยาทมิบังควรก็ดี
ความพลั้งพลาดก็ดี แล้วบอกอยู่. ผู้รับบอกไม่ควรทำความโกรธ ควร
เป็นผู้ยินดีอย่างเดียว ฉันนั้น, ควรปวารณาทีเดียวว่า "ท่านเจ้าข้า
กรรมอันใหญ่ อันท่านผู้ตั้งอยู่ในฐานะเป
็นอาจารย์ เป็นอุปัชฌาย์ ของ
กระผมแล้ว สั่งสอนอยู่กระทำแล้ว, แม้ต่อไป ท่านพึงโอวาทกระผม"
ดังนี้.
บทว่า นิคฺคยฺหวาทึ ความว่า ก็อาจารย์บางท่านเห็นมารยาท
อันมิบังควรก็ดี ความพลั้งพลาดก็ดี ของพวกศิษย์มีสัทธิวิหาริกเ
ป็นอาทิ
แล้ว ไม่อาจเพื่อจะพูด ด้วยเกรงว่า "ศิษย์ผู้นี้อุปัฏฐากเราอยู
่ด้วยกิจวัตร
มีให้น้ำบ้วนปากเป็นต้น แก่เรา โดยเคารพ; ถ้าเราจักว่าเธอไซร้,
เธอจักไม่อุปัฏฐากเรา, ความเสื่อมจักมีแก่เรา ด้วยอาการอย่างนี้" ดังนี้
ย่อมหาชื่อว่าเป็นผู้กล่าวน
ิคคหะไม่, เธอผู้นั้นชื่อว่าเรี่ยรายห
ยากเยื่อ,
ลงในศาสนานี้. ส่วนอาจารย์ใด เมื่อเห็นโทษปานนั้นแล้ว คุกคาม
ประณาม ลงทัณฑกรรม ไล่ออกจากวิหาร ตามสมควรแก่โทษ ให้ศึกษา
อยู่. อาจารย์นั้น ชื่อว่าผู้กล่าวนิคคหะ แม้เหมือนอย่างพระสัมมาสัมพ
ุทธ-
เจ้า. สมจริงอย่างนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสคำนี
้ไว้ว่า "ดูก่อนอานนท์
เราจักกล่าวข่ม ๆ, ดูก่อนอานนท์ เราจักกล่าวยกย่อง ๆ ผู้ใดเป็นสาระ,
ผู้นั้นจักดำรงอยู่ได้."
บทว่า เมธาวึ คือ ผู้ประกอบด้วยปัญญาอันรุ่งเ
รืองในธรรม.
บทว่า ตาทิสํ เป็นต้น ความว่า บุคคลพึงคบ คือพึงเข้าไปนั่ง
ใกล้ บัณฑิตเห็นปานนั้น, เพราะเมื่ออันเตวาสิกคบอาจา
รย์เช่นนั้นอยู่,
คุณอย่างประเสริฐย่อมมี โทษที่ลามกย่อมไม่มี คือมีแต่ความเจริญอย่าง
เดียว ไม่มีความเสื่อมเสีย.
ในที่สุดเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้
งหลาย มีโสดาปัตติผล
เป็นต้น ดังนี้แล.
เรื่องพระราธเถระ จบ.
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ - หน้าที่ 292
รู้ปัจจุบันก็รู้อนาคต
รู้ ปั จ จุ บั น...ก็ รู้ อ น า ค ต
“...เราควรพิจารณาอยู่บ่อยๆ
แม้ตามรู้ไม่ทัน แต่ตัวรู้มันก็รู้อยู่อย่าง
นั้น เมื่อเราตามทัน ก็เอาตัวรู้ในปัจจุบันนั้นแ
ลพิจารณาไป เมื่อเรารู้ในปัจจุบัน ย่อมรู้ในอดีตได้ แต่อดีตนั้นเราเรียกว่าเป็น
“ครูบาอาจารย์” คอยสอนคอยเตือนเราในข้อผิดพ
ลาด แต่ในอนาคตที่ยังไม่เกิดขึ้
น นั้นคือตัวรู้ที่แท้จริง ว่ามันจะเกิดขึ้นแบบนั้นหรื
อไม่ ดังนั้นตัวรู้ในปัจจุบันจึง
สำคัญ...”
เทศนาธรรมของ... สมเด็จพระพุฒาจารย์ โต พรหมรังสี
จากการทรงญาณสมาธิ ณ สถานปฏิบัติธรรม พรหมรังสี
ฝึกตายก่อนตาย
ฝึ ก ต า ย ก่ อ น ต า ย . . .
"...ขณะใดจิตโยมมีกังวล มีวิตกแต่ไม่ได้วิจารณ์มันอ
อกไป
คือดับเหตุนั้นไม่ได้ มันก็เข้าไปสิงสู่ในจิตวิญญ
าณ ในมโนทวาร
โยมก็ไปฝันไปปรุงแต่ง จิตนั้นก็เรียกว่าเศร้าหมอง
ตื่นขึ้นมาก็เพลีย หดหู่ใจ ใจไปทำงานในขณะจอดเครื่อง
จอดถึงที่แล้วไม่ดับเครื่อง
โยมว่ามันจะกินเชื้อเพลิงไห
มจ๊ะ
เช่นเดียวแบบนั้น ต้องวางอารมณ์ ดับอารมณ์ให้หมด
เพราะเราจะตายแล้วโยมจะเอาอ
ะไร
การหลับนอนเขาเรียกตายเทียม
ใช่ไหมจ๊ะ...
นั่นคือ การฝึกตายก่อนตาย..."
คติธรรมคำสอน...สมเด็จฯ โต
ธรรมะมหัศจรรย์ สถานปฏิบัติธรรม พรหมรังสี
แก้กรรม
เ เ ก้ ก ร ร ม . . .
“...ถึงกรรมในอดีตจะลบล้างม
ันไม่ได้ แม้โยมจะกระทำในวันนี้ก็ตาม
ก็หาใช่ว่าจะแก้ไขมันได้ แต่มีอยู่อย่างหนึ่งที่โยมท
ำได้ คือให้ย้อนกลับไปพิจารณา ว่าวันนี้เราทำกรรมอะไรมา นั้นเรียกว่า “ วิตก ” พิจารณาให้เป็นธรรม ว่าสิ่งเหล่านั้นที่กระทำไป
มันไปละเมิดกฎแห่งศีลหรือไม
่...
...หากโยมไม่กำหนด ไม่พิจารณาในสิ่งที่โยมกระท
ำมา กาย วาจา ใจ โยมนั้นจะเป็นปรกติไม่ได้ เมื่อศีลโยมบกพร่อง สมาธิใ
นความตั้งมั่นนั้นย่อมเกิดไ
ด้ไม่นาน...”
เทศนาธรรมของ... สมเด็จพระพุฒาจารย์ โต พรหมรังสี
จากการทรงญาณสมาธิ ณ สถานปฏิบัติธรรม พรหมรังสี
บ้านโปร่งวิเชียร ต.ยางน้ำกลัดใต้ อ.หนองหญ้าปล้อง
จ.เพชรบุรี
พระโคดมผู้เจริญ ด้วยการปฏิบัติอย่างไร
"พระโคดมผู้เจริญ ..
ด้วยการปฏิบัติอย่างไร
สาวกของพระโคดม จึงจะได้ชื่อว่า เป็นผู้ปฏิบัติตามคำสอน
ปฏิบัติตรงต่อโอวาท ข้ามพ้นความสงสัยไปได้
ไม่ต้องเที่ยวถามใครว่า นี่อย่างไร
มีความกล้าหาญ ไม่ต้องเชื่อตามบุคคลอื่นในคำสอนแห่งศาสดาตน ?"
อัคคิเวสนะ ..
สาวกของเราในศาสนานี้
พิจารณาเห็นด้วยปัญญาอันชอบ ตรงตามที่เป็นจริงอย่างนี้ว่า ..
รูป...เวทนา...สัญญา...สังขาร...วิญญาณ
อย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม
ทั้งที่ล่วงไปแล้ว ทั้งที่ยังมาไม่ถึง ทั้งที่เกิดขึ้นอยู่ในบัดนี้ก็ตาม
ที่เป็นภายในก็ตาม ภายนอกก็ตาม
หยาบก็ตาม ละเอียดก็ตาม เลวก็ตาม ดีก็ตาม
ในที่ไกลก็ตาม ในที่ไกล้ก็ตาม ทั้งหมดนั้น
เป็นสักแต่ว่า รูป...เวทนา...สัญญา...สังขาร...วิญญาณ
นั้นไม่ใช่เรา ไม่ใช่เป็นเรา ไม่ใช่อัตตาของเรา ดังนี้.
อัคคิเวสนะ ..
ด้วยการปฏิบัติเพียงเท่านี้
สาวกของเราย่อมได้ชื่อว่า เป็นผู้ปฏิบัติตามคำสอน
ปฏิบัติตรงต่อโอวาท ข้ามพ้นความสงสัยไปได้
ไม่ต้องเที่ยวถามใครว่า นี่อย่างไร
มีความกล้าหาญ ไม่ต้องเชื่อตามบุคคลอื่นในคำสอนแห่งศาสดาตน ดังนี้.
บทความที่ใหม่กว่า
หน้าแรก
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)