พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ - หน้าที่ 286
๖. บัณฑิตวรรควรรณนา
๑. เรื่องพระราธเถระ [๖๐]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับ อยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภท่านพระราธะ
ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "นิธีนํว ปวตฺตารํ" เป็นต้น.
ราธพราหมณ์ซูบผอมเพราะไม่ได
ได้ยินว่า พระราธะนั้น ในเวลาเป็นคฤหัสถ์ ได้เป็นพราหมณ์
ตกยากอยู่ในกรุงสาวัตถี. เขาคิดว่า " เราจักเลี้ยงชีพอยู่ในสำนัก
ภิกษุทั้งหลาย" ดังนี้แล้ว ไปสู่วิหาร ตายหญ้า กวาดบริเวณ ถวาย
วัตถุมีน้ำล้างหน้าเป็นต้น อยู่ในวิหารแล้ว. ภิกษุทั้งหลายได้สงเคราะห์
เธอแล้วก็ตาม, แต่ก็ไม่ปรารถนาจะให้บวช. เขาเมื่อไม่ได้บวช จึง
ซูบผอมแล้ว.
ราธพราหมณ์มีอุปนิสัยพระอรห
ภายหลังวันหนึ่ง พระศาสดาทรงตรวจดูสัตวโลกใน
ทอดพระเนตรเห็นพราหมณ์นั้นแ
หนอ ?" ดังนี้แล้ว ทรงทราบว่า "ราธพราหมณ์จักเป็นพระอรหัน
ในเวลาเย็น เป็นเหมือนเสด็จเที่ยวจาริก
พราหมณ์แล้วตรัสถามว่า "พราหมณ์ เธอเที่ยวทำอะไรอยู่ ?" เขา
กราบทูลว่า " ข้าพระองค์ทำวัตรปฏิวัตรแก่
พระศาสดา. เธอได้การสงเคราะห์จากสำนัก
หรือ ?
พราหมณ์. ได้พระเจ้าข้า, ข้าพระองค์ได้แต่เพียงอาหาร
ท่านไม่ให้ข้าพระองค์บวช.
พระสารีบุตรเป็นผู้กตัญญูกต
พระศาสดารับสั่งให้ประชุมภิ
ถามความนั้นแล้ว ตรัสถามว่า "ภิกษุทั้งหลาย ใคร ๆ ระลึกถึงคุณของ
พราหมณ์นี้ได้ มีอยู่บ้างหรือ ?" พระสารีบุตรเถระกราบทูลว่า
"พระเจ้าข้า ข้าพระองค์ระลึกได้, เมื่อข้าพระองค์เที่ยวบิณฑบ
กรุงราชคฤห์ พราหมณ์นี้ให้คนถวายภิกษาทั
ข้าพระองค์ระลึกถึงคุณของพร
" สารีบุตร ก็การที่เธอเปลื้องพราหมณ์ผ
จากทุกข์ ไม่ควรหรือ ?" ท่านกราบทูลว่า " ดีละ พระเจ้าข้า, ข้า-
พระองค์จักให้เขาบวช" จึงให้พราหมณ์นั้นบวชแล้ว.
พราหมณ์บวชแล้วเป็นคนว่าง่า
อาสนะที่สุดแห่งอาสนะในโรงฉ
ด้วยอาหารวัตถุมีข้าวยาคูแล
จาริกแล้ว, กล่าวสอน พร่ำสอนท่านเนือง ๆ ว่า " สิ่งนี้ คุณควรทำ,
สิ่งนี้ คุณไม่ควรทำ " เป็นต้น. ท่านได้เป็นผู้ว่าง่าย มีปกติรับเอา
โอวาทโดยเคารพแล้ว, เพราะฉะนั้น เมื่อท่านปฏิบัติตามคำที่พร
พร่ำสอนอยู่ โดย ๒-๓ วันเท่านั้น ก็ได้บรรลุพระอรหัตแล้ว. พระเถระ
พาท่านไปสู่สำนักพระศาสดา ถวายบังคมนั่งแล้ว.
ลำดับนั้น พระศาสดาทรงทำปฏิสันถารกะท่
" สารีบุตร อันเตวาสิกของเธอเป็นผู้ว่า
พระเถระ. อย่างนั้น พระเจ้าข้า. เธอเป็นผู้ว่าง่ายเหลือเกิน
เมื่อโทษไร ๆ ที่ข้าพระองค์แม้กล่าวสอนอย
พระศาสดา. สารีบุตร เธอเมื่อได้สัทธิวิหาริกเห็
รับได้ประมาณเท่าไร ?
พระเถระ. ข้าพระองค์พึงรับได้แม้มากท
พวกภิกษุสรรเสริญพระสารีบุต
ภายหลังวันหนึ่ง พวกภิกษุสนทนากันในโรงธรรมว
พระสารีบุตรเถระเป็นผู้กตัญ
หนึ่ง ให้พราหมณ์ตกยากบวชแล้ว; แม้พระราธเถระก็เป็นผู้อดทน
โอวาท ย่อมได้ท่านผู้ควรแก่การให้
พระศาสดาทรงแสดงอลีนจิตตชาด
พระศาสดาทรงสดับกถาของภิกษุ
ทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น, ถึงในกาลก่อน สารีบุตรเป็นผู้
กตัญญูกตเวทีเหมือนกัน" ดังนี้แล้ว เพื่อจะประกาศความนั้น จึงตรัส
อลีนจิตตชาดก๑ ในทุกนิบาตนี้ ให้พิสดารว่า:-
" เสนาหมู่ใหญ่อาศัยเจ้าอลีนจ
ทั่วกันแล้ว ได้ให้ช้างจับพระเจ้าโกศลทั
พอพระทัยด้วยราชสมบัติ, ภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยนิสัย
อย่างนี้ เป็นผู้มีความเพียรอันปรารภ
กุศลธรรมอยู่, เพื่อบรรลุธรรมเป็นแดนเกษมจ
โยคะ พึงบรรลุธรรมเป็นที่สิ้นไปแ
ทั้งปวงโดยลำดับ."
ได้ยินว่า ช้างตัวหนึ่งเที่ยวไปตัวเดี
ทำแล้วแก่ตน โดยภาวะคือทำเท้าให้หายโรค แล้วให้ลูกช้างตัวขาวปลอด
ในครั้งนั้น ได้เป็นพระสารีบุตรเถระแล้ว
ภิกษุควรเป็นผู้ว่าง่ายอย่า
พระศาสดาครั้นตรัสชาดกปรารภ
ปรารภพระราธเถระ ตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย ธรรมดาภิกษุควรเป็น
ผู้ว่าง่ายเหมือนราธะ, แม้อาจารย์ชี้โทษกล่าวสอนอย
อนึ่ง ควรเห็นบุคคลผู้ให้โอวาท เหมือนบุคคลผู้บอกขุมทรัพย์
ดังนี้แล้ว เมื่อจะทรงสืบอนุสนธิแสดงธร
(๑. ข. ชา. ๒๗/ข้อ ๑๖๑. อรรถกถา. ๓/๒๓.)
๑. นิธีนํว ปวตฺตารํ ยํ ปสฺเส วชฺชทสฺสินํ
นิคฺคยฺหวาทึ เมธาวึ ตาทิสํ ปณฺฑิตํ ภเช
ตาทิสํ ภชมานสฺส เสยฺโย โหติ น ปาปิโย
"บุคคลพึงเห็นผู้มีปัญญาใด ซึ่งเป็นผู้กล่าว
นิคคหะ ชี้โทษ ว่าเป็นเหมือนผู้บอกขุมทรัพ
พึงคบผู้มีปัญญาเช่นนั้น ซึ่งเป็นบัณฑิต, ( เพราะว่า)
เมื่อคบท่านผู้เช่นนั้น มีแต่คุณอย่างประเสริฐ ไม่มี
โทษที่ลามก."
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิธีนํ ได้แก่ หม้อแห่งขุมทรัพย์อัน
เต็มด้วยเงินทองเป็นต้น ซึ่งเขาฝังเก็บไว้ในที่นั้น
บทว่า ปวตฺตารํ คือ เหมือนอย่างผู้ทำความอนุเคร
ซึ่งเป็นอยู่โดยฝืดเคือง แล้วชักชวนว่า " ท่านจงมา, เราจักชี้อุบาย
เลี้ยงชีพโดยสะดวกแก่ท่าน" ดังนี้แล้ว นำไปยังที่ขุมทรัพย์แล้ว เหยียด
มือออกบอกว่า " ท่านจงถือเอาทรัพย์นี้เลี้ย
วินิจฉัยในบทว่า วชฺชทสฺสินํ ภิกษุผู้ชี้โทษมี ๒ จำพวก คือ
ภิกษุคอยแส่หาโทษ ด้วยคิดว่า "เราจักข่มภิกษุนั้นด้วยมาร
สมควร หรือด้วยความพลั้งพลาดอันนี
ภิกษุผู้ดำรงอยู่แล้วตามสภา
นั้น ๆ เพื่อประโยชน์จะให้รู้สิ่งท
ที่รู้แล้ว เพราะความเป็นผู้ปรารถนาควา
นั้น จำพวก ๑; ภิกษุจำพวกหลังนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประสง
ในบทว่า วชฺชทสฺสินํ นี้. คนเข็ญใจถูกผู้อื่นคุกคามก็
ให้ว่า "แกจงถือเอาทรัพย์นี้" ย่อมไม่ทำความโกรธ, มีแต่ปราโมทย์
อย่างเดียว ฉันใด; เมื่อบุคคลเห็นปานดังนั้น เห็นมารยาทมิบังควรก็ดี
ความพลั้งพลาดก็ดี แล้วบอกอยู่. ผู้รับบอกไม่ควรทำความโกรธ ควร
เป็นผู้ยินดีอย่างเดียว ฉันนั้น, ควรปวารณาทีเดียวว่า "ท่านเจ้าข้า
กรรมอันใหญ่ อันท่านผู้ตั้งอยู่ในฐานะเป
กระผมแล้ว สั่งสอนอยู่กระทำแล้ว, แม้ต่อไป ท่านพึงโอวาทกระผม"
ดังนี้.
บทว่า นิคฺคยฺหวาทึ ความว่า ก็อาจารย์บางท่านเห็นมารยาท
อันมิบังควรก็ดี ความพลั้งพลาดก็ดี ของพวกศิษย์มีสัทธิวิหาริกเ
แล้ว ไม่อาจเพื่อจะพูด ด้วยเกรงว่า "ศิษย์ผู้นี้อุปัฏฐากเราอยู
มีให้น้ำบ้วนปากเป็นต้น แก่เรา โดยเคารพ; ถ้าเราจักว่าเธอไซร้,
เธอจักไม่อุปัฏฐากเรา, ความเสื่อมจักมีแก่เรา ด้วยอาการอย่างนี้" ดังนี้
ย่อมหาชื่อว่าเป็นผู้กล่าวน
ลงในศาสนานี้. ส่วนอาจารย์ใด เมื่อเห็นโทษปานนั้นแล้ว คุกคาม
ประณาม ลงทัณฑกรรม ไล่ออกจากวิหาร ตามสมควรแก่โทษ ให้ศึกษา
อยู่. อาจารย์นั้น ชื่อว่าผู้กล่าวนิคคหะ แม้เหมือนอย่างพระสัมมาสัมพ
เจ้า. สมจริงอย่างนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสคำนี
เราจักกล่าวข่ม ๆ, ดูก่อนอานนท์ เราจักกล่าวยกย่อง ๆ ผู้ใดเป็นสาระ,
ผู้นั้นจักดำรงอยู่ได้."
บทว่า เมธาวึ คือ ผู้ประกอบด้วยปัญญาอันรุ่งเ
บทว่า ตาทิสํ เป็นต้น ความว่า บุคคลพึงคบ คือพึงเข้าไปนั่ง
ใกล้ บัณฑิตเห็นปานนั้น, เพราะเมื่ออันเตวาสิกคบอาจา
คุณอย่างประเสริฐย่อมมี โทษที่ลามกย่อมไม่มี คือมีแต่ความเจริญอย่าง
เดียว ไม่มีความเสื่อมเสีย.
ในที่สุดเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้
เป็นต้น ดังนี้แล.
เรื่องพระราธเถระ จบ.
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ - หน้าที่ 292

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น